รีวิว Vivo V15Pro กล้องหน้าป๊อปอัพ หน้าจอไร้ติ่ง พร้อม AI ถ่ายรูปแล้วผอม

ในยุคที่มือถือสมาร์ทโฟนแต่ละค่ายแข่งกันเพิ่มพื้นที่หน้าจอ จนเกิดจอติ่งแบบ Notch และ Punch แต่ Vivo V15Pro เลือกที่จะนำเสนอหน้าจอที่เต็มพื้นที่จริงๆ โดยซ่อนกล้องหน้าไว้ในตัวเครื่องและจะเลื่อนขึ้นมาเวลาที่เรียกใช้เท่านั้น แต่ความดีงามของรุ่นนี้ไม่ได้มีแค่กล้องหน้า เพราะยังมี Software และคุณสมบัติอื่นอีกมากมายที่ช่วยเติมเต็มความน่าสนใจ

แรกจับรูปลักษณ์ประทับใจ ด้วยฝาหลังไล่เฉดสีกับหน้าจอขนาด 6.39 นิ้วอัตราส่วน 19.5:9 แบบ Super AMOLED ซึ่งเป็นหน้าจอไร้ซึ่งติ่งทุกรูปแบบ แล้วย้ายกล้องหน้าไปซ่อนไว้ในตัวเครื่องอีกที โดย Vivo เรียกหน้าจอแบบนี้ว่า Ultra FullView Display ที่ให้เฉดสีได้กว้างมาก เรียกง่ายๆ ว่าจอสวยมากนั่นเอง

หากใครกังวลว่าจะหาเคสลำบากเพราะต้องเว้นช่องให้กล้องหน้าที่ซ่อนในตัวเครื่อง ก็ต้องบอกว่าไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะในกล่องมีเคสแถมมาให้ ซึ่งเคสที่ให้มาจัดว่ามีคุณภาพดีมาก ขอบข้างเป็นยาง ด้านหลังเป็นพลาสติกแข็ง เมื่อประกอบเคสเข้ากับตัวเครื่องแล้วถือถนัดกระชับมือมาก

ความน่าสนใจที่สังเกตุเห็นได้จากภายนอกก็คือ การคงไว้ซึ่งช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 มม. ปุ่ม Power ปุ่มปรับเสียง และที่สำคัญคือปุ่ม Smart Button ที่เปรียบเสมือนปุ่มลัดในการเรียกผู้ช่วย โดยเราสามารถตั้งค่าเพิ่มเติมได้ดังนี้
  • กด 1 ครั้งเพื่อเรียก Google Assistant หรือ Google Search หรือปิดการทำงานของปุ่ม
  • กด 2 ครั้งเพื่อใช้ Image Recognizer หรือ Google Assistant Visual Snapshot หรือ Google Search หรือปิดการทำงานของปุ่ม
  • กดค้าง เพื่อเรียกใช้ Google Assistant หรือ Google Search หรือปิดการทำงานของปุ่ม
สิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษก็คือ Image Recognizer ที่ใช้ AI ในการสแกนหาข้อมูลบนหน้าจอ หรือสิ่งที่กล้องส่องเห็น เพื่อค้นหาข้อมูลสินค้าจากช่องทางต่างๆ เช่นบน Shopee

การปลดล็อกหน้าจอสามารถทำได้ทั้งการสแกนใบหน้าและการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ โดยทั้ง 2 อย่างสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตัวกล้องหน้าใช้เวลาเพียง 0.46 วินาทีในการเลื่อนขึ้นมาอยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน

ข้อดีอีกอย่างของ Vivo V15Pro ก็คือการรองรับการใช้งาน 2 ซิม และยังสามารถใส่ microSD ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งอันที่จริงแล้วหน่วยความจำภายในตัวเครื่องก็มีมาให้มากถึง 128 GB ที่เรียกได้ว่าเหลือเฟือสำหรับคนส่วนใหญ่ และยังมาพร้อมแรม 6 GB ที่ช่วยให้การสลับใช้งานระหว่างแอพไปมาราบรื่นยิ่งขึ้น

ด้านชิปประมวลผลเลือกใช้ Qualcomm Snapdragon 675 AIE ที่เรียกได้ว่าใช้งานจริงลื่นไหลไม่ขัดใจแต่อย่างใด และยังมี Game Cube ที่ช่วงรีดประสิทธิภาพในการเล่นเกม และปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ได้ตามใจชอบ เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาเล่นเกม

นอกจากนี้ Vivo ยังได้จับมือกับ Unreal Engine ซึ่งถือเป็นระบบเบื้องหลังที่เกมดังหลายรายใช้อยู่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการเล่นเกมดียิ่งขึ้น โดยทาง Vivo ให้ข้อมูลว่าการจับมือครั้งนี้ช่วยแก้ปัญหาเฟรมเรทตกได้มากกว่า 300% และสำหรับคอเกม PUBG Mobile ก็หมดห่วง เพราะ Vivo ก็ได้จับมือกับรายนี้เช่นกัน จากการทดสอบเล่นเกม RoV พบว่าสามารถเล่นได้ที่เฟรมเรท 60 fps และสวิงไม่มากนัก

การให้หน้าจอที่ใหญ่เต็มตาไร้ติ่งกวนใจแบบ Ultra FullView Display ก็ช่วยให้การเล่นเกมได้อรรถรสยิ่งขึ้น รวมถึงการเปิดคลิปดูหนังชมซีรี่ย์ก็ได้หน้าจอที่เต็มตาของจริง และยิ่งมีช่องเสียบหูฟังแบบ 3.5 มม. ก็ตอบโจทย์หลายคนที่ยังชอบการใช้หูฟังแบบมีสาย

อีกสิ่งที่ Vivo มีให้มานานและยังคงมีอยู่ก็คือ App Clone ที่ทำให้เราสามารถเล่น Facebook, Instagram, Line ได้ 2 ไอดีในเครื่องเดียวกัน และในกรณีที่อยากได้พื้นที่การแสดงผลหน้าจอให้มากกว่าเดิม ก็สามารถเลือก Navigation gestures แทนการใช้งาน 3 ปุ่มล่างได้ ซึ่งวิธีนี้จะเปลี่ยนไปใช้การปัดจากขอบจอด้านล่างเพื่อสั่งงานแทน

รุ่นนี้รองรับ Always on Display ที่เป็นการแสดงผลนาฬิกาเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน โดยมีให้เลือกหลายรูปแบบ และถ้ากลัวว่าการใช้งานโหมดนี้จะทำให้แบตเตอรี่หมดไวก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะ Vivo V15Pro มีแบตเตอรี่มาให้ 3,700 mAh ซึ่งจัดว่าค่อนข้างเยอะ และยังมาพร้อมระบบชาร์จเร็ว Dual-Engine Fast Charging โดยใช้เวลา 15 นาทีในการชาร์จ 24% แต่จุดสังเกตก็คือ Vivo V15Pro ยังคงใช้พอร์ตแบบ micro USB ซึ่งอาจจะดูเก่าไปหน่อย แต่ก็เหมาะกับคนที่มีสายชาร์จของเดิมอยู่แล้ว

อีกจุดที่ผมชอบก็คือ Vivo V15Pro ยังคงรองรับการบันทึกเสียงสนทนา ซึ่งมันสำคัญมากเวลาที่คุยงานแล้วมาเปิดฟังทีหลังจะได้ไม่ผิดเพี้ยน และอีกจุดเด่นที่มีมานานแล้วก็คือ Beauty VDO Call ที่สามารถคอลผ่าน Facebook Messenger และ Line ได้แบบหน้าเนียนไม่ต่างจากการเซลฟี่

แม้ว่าการทำ Beauty VDO Call จะสามารถจัดหน้าเนียนสวยหล่อได้ถึง 10 ระดับ ให้ปรับได้ตามใจชอบ แต่ถ้าอยากจัดเต็มความสามารถของกล้องก็ต้องเปิดแอพถ่ายรูป แล้วจะพบว่ากล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซลของรุ่นนี้ทำงานได้ดีมาก และยังสามารถถ่าย Beauty VDO ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าบิ้วตี้ครบถ้วนทุกช่องทาง

ส่วนกล้องหลังมีกล้องทั้งหมด 3 ตัวได้แก่กล้องหลัก 48 ล้านพิกเซลแบบ Quad Pixel Sensor ที่สามารถรวมพิกเซลเข้าด้วยกันเพื่อให้เก็บแสงได้เยอะขึ้น ทำให้ได้ภาพที่ดีในที่แสงน้อย ส่วนกล้องตัวถัดมาเป็นเลนส์มุมกว้างความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อม AI ช่วยแนะนำว่ารูปไหนควรเปิดโหมดมุมกว้าง และสุดท้ายคือกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ทำหน้าที่เก็บข้อมูลความตื้นลึกของภาพเพื่อนำมาประมวลผลให้ภาพสวยงามยิ่งขึ้น

 
นอกจากนี้ยังมี Portrait light effect อีกหลายตัว แต่ที่โดดเด่นก็คือ Rainbow light ที่ทำให้มีแสงสีเหมือนรุ้ง ซึ่งโหมดนี้ถ้าถ่ายในสภาพแสงถูกที่ถูกทางจะออกมาสวยมาก ไม่ว่าจะเป็นที่แสงเยอะหรือแสงน้อยก็ตาม

ถ้าลองเปลี่ยนเป็นผู้ชายในโหมดนี้ก็อาจแปลกตาหน่อยๆ สไตล์ผู้ชายสีรุ้ง ซึ่งอันที่จริงก็มีโหมดให้ใช้งานอีกหลายอย่างไม่ได้มีแค่ Rainbow light

ความดีงามอีกอย่างที่ผมชอบมากก็คือ AI Portrait Framing ที่เหมาะสำหรับมือใหม่ เพราะตัวช่วยนี้จะทำการแนะนำการจัดองค์ประกอบของภาพ ว่าควรให้ใบหน้าอยู่ตำแหน่งไหน เพื่อให้ได้องค์ประกอบที่สวยที่สุด

แต่ตัวช่วยการจัดองค์ประกอบยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยังมีเครื่องมืออีกตัวที่ชื่อว่า Smart Framing สำหรับปรับแต่ง Crop ภาพเพื่อให้สวยที่สุด โดยตัวระบบจะ Crop มาให้เราเลือกหลายรูปแบบ

ทีเด็ดที่สุดที่เรียกเสียงฮือฮาได้ในงานเปิดตัวคือ AI Body Shaping เพราะปรกติแล้วเราเคยได้ยินแต่ Beauty mode โดยครั้งนี้ Vivo V15Pro สามารถถ่ายรูปแล้วผอมได้ทันที และยังสามารถเลือกปรับลดเฉพาะส่วนของร่างกายได้อีกด้วย

เพื่อให้เห็นภาพได้ง่าย ผมเลยถ่ายรูปคุณพี่ที่เป็นผู้ชายนุ่มนิ่มในโหมดปรกติ เทียบกับโหมด AI Body Shaping จะเห็นได้ว่าผอมลงอย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้ก็ต้องย้ำอีกทีว่าเราสามารถเลือกปรับลดหรือเพิ่มเฉพาะส่วนได้ ถ้าใครปรับเก่งๆ ก็จะได้ทรวดทรงที่เนียนตากว่านี้

ที่ขาดไม่ได้ก็คือกล้องมุมกว้างที่ยุคนี้ต้องมี เพราะช่วยให้เก็บภาพในที่แคบๆ ได้ดียิ่งขึ้น และยังเหมาะกับการเก็บภาพวิวทิวทัศน์อีกด้วย และที่ต้องบอกก็คือกล้องมุมกว้างของมือถือหลายๆ รุ่นมักให้ภาพที่แย่ในที่แสงน้อย แต่สำหรับ Vivo V15Pro ถือว่าทำได้ดีเกินคาด เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับภาพในโหมดปรกติเลย

ประสิทธิภาพกล้องโดยรวมของ Vivo V15Pro จัดว่าดีเกินค่าตัว 14,999 บาท ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปอาหาร วิวทิวทัศน์ บุคคล เล่นกับแสงเงา หรือแม้แต่ที่แสงน้อย เพราะครั้งนี้ Vivo มาพร้อมกับ Night mode ที่ช่วยเก็บรายละเอียดแสงสีให้ดีขึ้นด้วย

บทสรุปของ Vivo V15Pro

Vivo V15Pro กับราคาเปิดตัว 14,999 บาท เรียกได้ว่าคุ้มไม่รู้จะคุ้มยังไง แม้ว่าหลายคนอาจรู้สึกข้องใจกับชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 675 AIE แต่ก็ต้องบอกว่าการใช้งานจริงลื่นไหลมาก ต้องยกความดีความชอบให้กับทาง Vivo ที่ปรับแต่งมาได้ลงตัวมาก

ด้านดีไซน์การออกแบบรับรองว่าสวยเด่นแน่นอน และตัวกล้องหน้าแบบป๊อปอัพที่ซ่อนในตัวเครื่องก็ผ่านการวิจัยและพัฒนามาแล้วว่าแข็งแรงทนทาน ใช้งานได้มากกว่า 300,000 ครั้ง และคำว่า AI ของ Vivo ทำได้น่าประทับใจมาก ไม่ใช่เพียงแค่การเลือก AI Scene ปรับแต่งสีเท่านั้น แต่ยังให้คำแนะนำการถ่ายรูปได้ว่าควรจัดองค์ประกอบแบบไหนหรือควรใช้กล้องระยะไหน

การถ่ายวีดีโอของรุ่นนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีในแง่แสงสี แม้ว่าจะถ่ายย้อนแสงก็ยังให้คลิปที่ค่อนข้างดี และพระเอกของงานอย่าง AI Body Shaping ก็ถือว่ามิติใหม่ของกล้องมือถือ ทำให้บทสรุปส่งท้ายก็ต้องบอกว่า Vivo V15Pro คือรุ่นที่ครบเครื่องคุ้มค่าน่าใช้มากๆ

Show CommentsClose Comments

Leave a Reply