Entertainment

รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน

ออกตัวก่อนว่าผู้เขียนเป็นแฟนคลับของภาพยนตร์แฟรนไชส์ Fast & Furious มายาวนานมากจนเรียกว่าเติบโตมากับภาพยนตร์ชุดนี้เลยก็ว่าได้ ในตอนแรกที่ได้ข่าวว่าภาพยนตร์ชุดนี้จะทำภาคแยกของตัวละคร Luke Hobbs (Dwayne Johnson) และ Deckard Shaw (Jason Statham) เพื่อขยายจักรวาล Fast & Furious ก็มีความรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างเพราะตัวละครทั้ง 2 ได้ถูกปูมาค่อนข้างนานในเรื่องราวของ Fast & Furious แต่ก็ไม่ได้คาดหวังสักเท่าไหร่ แอบกลัวว่าจะออกมาแป้กด้วยซ้ำ

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน
ฉากปะทะกันระหว่าง Luke Hobbs และ Deckard Shaw ใน The Fate of the Furious (2017)

แต่พอได้ดูแล้วผิดคาด ถึงแม้จะเป็นภาคที่แยกออกมาแต่ก็ยังคงกลิ่นอายของความเป็น Fast & Furious ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของตัวละคร ฉากต่อสู้ โลเคชั่น เพลงประกอบ และยานพาหนะ

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน

แทรกนิดนึง หลายคนชอบบอกว่าภาพยนตร์ชุด Fast & Furious ภาคหลัง ๆ หลุดธีมจากภาคแรก ๆ ที่เน้นการแข่งรถไปมาก แต่ถ้าว่ากันตามตรงแฟรนไชส์ Fast & Furious ไม่ใช่หนังแข่งรถจ๋ามาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เป็นแนวสืบสวนปนอาชญากรรมที่มีรถซิ่งเป็นองค์ประกอบต่างหาก อย่างในภาคแรกสุดหรือ The Fast and the Furious ก็มีเนื้อเรื่องเป็นแนวสืบสวนที่มีเรื่องราวพัวพันกับแก๊งรถซิ่ง ส่วนในภาคที่สองอย่าง 2 Fast 2 Furious ก็ยังมีเนื้อเรื่องในแนวทางเดียวกับภาคแรกเช่นกัน ส่วนในภาคที่สามอย่าง Tokyo Drift ที่แม้จะเน้นเรื่องราวของการแข่งรถเยอะขึ้นมาก แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายของอาชญากรรมเข้ามาปะปนอยู่ไม่น้อย

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน
ฉากปล้นรถบรรทุกในตำนานจาก The Fast and the Furious (2001)

ถึงแม้ว่าตัวละครหลักของเรื่องจะเป็นตำรวจกับอดีตสายลับ และมีเนื้อเรื่องเกี่ยวโยงกับองค์กรที่กำลังจะสร้างภัยคุกคามกับโลกใบนี้ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นความเป็นสายลับมากมายอะไรขนาดนั้น เนื้อเรื่องไม่ได้มีปมสลับซับซ้อนให้ชวนคิดตามหรือพลิกแพลงหลายตลบเหมือนกับหนังสายลับเรื่องอื่น ๆ อันที่จริง Furious 6 ยังมีความเป็นหนังสายลับมากกว่าภาคนี้เสียอีก

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน

เนื้อเรื่องของ Hobbs & Shaw นั้นจัดว่าเป็นหนังสูตรสำเร็จก็ไม่ผิดนัก การเดินเรื่องค่อนข้างเป็นเส้นตรงและไม่มีอะไรหักมุมเท่าไหร่ แต่ต้องชมทีมเขียนบทของภาพยนตร์ชุด Fast & Furious อย่างหนึ่งตรงที่สามารถเล่าเรื่องย้อนไปขยายความภูมิหลังของตัวละครที่เคยพูดถึงไว้นิดหน่อยในภาคก่อน ๆ โดยที่ไม่ทำให้เส้นเรื่องผิดเพี้ยน นี่คือข้อดีของการเขียนภูมิหลังตัวละครให้หลวม ๆ ไว้ก่อน แต่ถ้าใครที่ติดตามภาพยนตร์ชุดนี้ครบทุกเรื่องจะพบความไม่ต่อเนื่องของเรื่องราวระหว่าง The Fate of the Furious กับ Hobbs & Shaw อยู่นิดหน่อย ซึ่งอาจจะเว้นไว้เพื่อนำไปขยายต่อในภาคอื่นก็เป็นได้

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน
Magdalene Shaw คุณแม่สุดโหดของ 3 พี่น้องตระกูลชอว์ รับบทโดย Helen Mirren

อีกเรื่องที่ชอบคือความกล้าของทีมงานที่ยกระดับความเว่อร์เหนือมนุษย์ให้มากขึ้นไปกว่า Fast & Furious ภาคก่อน ๆ เหมือนทำมาเพื่อประชดพวกที่บอกว่าภาพยนตร์ชุดนี้จะเว่อร์ไปถึงไหน หลุดธีมหนังแข่งรถไปไกลแล้ว… ทีมงานเลยจัดให้หนักกว่าเดิม เพราะตัวร้ายในภาคแยกนี้ไม่เหมือนกับตัวร้ายที่ผ่าน ๆ มาในแฟรนไชส์ ไม่ใช่มาเฟีย ยากูซ่า เจ้าพ่อค้ายาเสพติด ผู้ก่อการร้าย หรือเจ้าแม่ไอทีที่คิดจะยึดครองโลก แต่เป็นมนุษย์ดัดแปลงผสมไซบอร์กที่มีความแข็งแรงยิ่งกว่ากัปตันอเมริกา มาพร้อมกับอาวุธและยานพาหนะที่ล้ำเกินยุคสมัย แถมเรื่องนี้ยังเว่อร์เกินขีดจำกัดของมนุษย์และไม่สนกฎฟิสิกส์ใด ๆ ทั้งสิ้น (จะว่าไปแล้วผู้เขียนนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง xXx: Return of Xander Cage ขึ้นมาทันที คือทำเนื้อเรื่องตามสูตรสำเร็จ และเน้นขายความเว่อร์ไว้ก่อนโดยไม่ต้องมาแอ๊บหรือหาเหตุผลมารองรับให้ดูสมจริง)

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน
Brixton Lore มนุษย์ดัดแปลงที่ตามไล่ล่า Hobbs กับ Shaw รับบทโดย Idris Elba

จุดที่ชอบนอกเหนือจากที่ว่ามาด้านบนคือ มีตัวละครลับที่โผล่มาสร้างความเซอร์ไพรส์อยู่เป็นระยะ, มุกตลกต่าง ๆ, การปะทะคารมระหว่าง 2 ตัวละครหลัก และ Easter Egg ที่ใส่มา มีการ reference ถึงภาพยนตร์เกี่ยวกับรถที่ Jason Statham เคยเล่นเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วด้วย

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน

พูดถึงสิ่งที่ชอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ไปแล้วก็ขอพูดถึงจุดที่ไม่ชอบบ้าง จุดแรกที่ไม่ชอบเลยก็คือภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องแบบมองข้ามตัวละครที่เป็นหนึ่งในครอบครัว Shaw ที่เคยโผล่มาในภาพยนตร์ชุด Fast & Furious 3 ภาคหลังอย่าง Owen Shaw (Luke Evans) ไปเลย ทั้งเรื่องพูดถึง Owen Shaw แค่ประโยคเดียวเท่านั้น ในเรื่องมีการเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีตของ Deckard Shaw กับ Hattie Shaw (Vanessa Kirby) แต่กลับมองข้ามตัวละครของ Owen Shaw ไปทำให้รู้สึกขัดกับธีมครอบครัวที่หยิบมาเล่นในเรื่องนี้อยู่บ้าง ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเพราะกลัวคนที่ไม่เคยดูภาคอื่นเลยมาดูแล้วจะงง แต่อย่างน้อยก็น่าจะพูดถึงบ้างว่าตอนที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่องตัวละคร Owen Shaw ไปทำอะไรอยู่ที่ไหนสักนิดนึงก็ยังดี

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน
Owen Shaw ตัวร้ายจอมวางแผนจาก Furious 6 รับบทโดย Luke Evans

จุดที่ไม่ชอบอย่างที่สองคือการเปลี่ยนคนแสดงเป็นลูกสาวของ Luke Hobbs ถึงแม้ว่านักแสดงคนใหม่ (Eliana Sua) ในภาคแยกจะมีความน่ารักและชวนให้รู้สึกน่าเอ็นดู (โตขึ้นมาเชื่อว่าเป็นดาราดังแน่นอน) แต่ผู้เขียนรู้สึกว่านักแสดงคนก่อน (Eden Estrella) ที่แสดงใน Furious 7 กับ The Fate of the Furious เคมีเข้ากับ Dwayne Johnson มากกว่า แบบมองแว้บเดียวก็รู้เลยว่าเป็นพ่อลูกกัน และนอกจากการเปลี่ยนนักแสดงแล้วก็ยังมีการเปลี่ยนบุคลิกของตัวละครอีกด้วย จากเด็กผู้หญิงห้าว ๆ กวน ๆ กลายมาเป็นสาวน้อยน่ารักขี้เล่นซะอย่างนั้น

สรุปคือดูแบบเอามันได้ เนื้อเรื่องโอเคแต่ไม่ค่อยมีจุดพีคเท่าไหร่ ฉากบู้มันสะใจ แต่โยนความสมเหตุสมผลและกฎฟิสิกส์ทิ้งไปซะ ถึงไม่เคยดูเรื่องอื่น ๆ ในแฟรนไชส์ Fast & Furious มาก่อนก็ไม่งง คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะทำเงินดีพอสมควร และคงได้เห็นภาคแยกของคู่นี้อีก เพราะตอนจบได้ปูทางไว้สำหรับภาคต่อแล้วเรียบร้อย (ฉากเพิ่มเติมในช่วง End Credit เยอะมาก มาเป็นช่วง ๆ มีปูทางไปภาคต่อบ้างและเอาฮาบ้างปน ๆ กันไป)

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน

สำหรับคนที่ไม่เคยดูภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ในแฟรนไชส์นี้มาก่อนและอยากรู้ความเป็นมาของเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าควรหา Furious 6, Furious 7 กับ The Fate of the Furious มาดูจะเข้าใจว่าทำไม Hobbs กับ Shaw ถึงต้องหาเรื่องกัดกันตลอดเวลาขนาดนี้ ถ้าว่าง ๆ ดู Fast Five ด้วยก็ได้เพราะเป็นเรื่องแรกที่แนะนำตัวละคร Luke Hobbs (แถมฉากปล้นในเรื่องนี้คือ The best มาก ยกให้เป็นฉากปล้นที่ดีที่สุดในแฟรนไชส์ Fast & Furious เลย)

รีวิว hobbs & shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ fast & furious เอาไว้ครบถ้วน - รีวิว Hobbs & Shaw | เนื้อเรื่องไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่ฉากต่อสู้มันสะใจ และยังคงกลิ่นอายของ Fast & Furious เอาไว้ครบถ้วน
Advertisements
เรื่องที่คุณอาจสนใจ :  Godzilla: King of the Monsters | ยิ่งใหญ่สมไซส์ตัว
Tags
Back to top button
Close
Close