เรื่องแนะนำ

การรีวิว การอวย การโฆษณา และอคติ มุมมองที่โต้แย้งกันไม่รู้จบ

อันที่จริงผมเคยเปิดประเด็นนี้เมื่อหลายปีก่อนและก็ทำให้หลายคนได้คลายข้อสงสัยกันไปบ้าง แต่ดูเหมือนว่าเรื่องทำนองนี้ไม่เคยหมดไป และก็สร้างปัญหาอยู่ตลอดเวลา จนบางคนเลือกจะปรับตัวเพื่อเลี่ยงปัญหาจนเสียตัวตน เลยหยิบประเด็นนี้มาเล่าอีกครั้ง

ยุครุ่งเรืองของบล็อกเกอร์และการรีวิว

ผมคงไม่สามารถพูดแทนได้ทุกวงการในบ้านเรา แต่จากประสบการณ์ที่ผมอยู่ในโลกออนไลน์ตั้งแต่ยุค Modem 56K จุดเปลี่ยนก็คือยุคเปลี่ยนถ่ายจากสื่อสิ่งพิมพ์กลายเป็นสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นยุคตั้งไข่ของอาชีพบล็อกเกอร์ เป็นยุคที่ทุกคนไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าควรคิดเรทราคาเท่าไร ควรดีลกันท่าไหน ควรทำรีวิวกันแบบไหน

และด้วยความที่สื่อออนไลน์ในช่วงแรกมีต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งในฝั่งคนทำและฝั่งคนอ่าน ทำให้สังคมออนไลน์ยุคแรกๆ ก็จะมีแต่คนที่มีความพร้อมและมีความรู้พอสมควร และต้องสนใจด้านเทคโนโลยีพอตัว …จากยุคของ Webboard/Forum ก็เริ่มเข้าสู่ยุคของบล็อกเกอร์ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการมาของ Smartphone

การรีวิว การอวย การโฆษณา และอคติ มุมมองที่โต้แย้งกันไม่รู้จบ 1

สาเหตุที่บล็อกเกอร์เป็นที่นิยมเพราะคนดูต้องการความเห็นและการใช้งานจริง ต่างจากโฆษณาหรือยุคสื่อสิ่งพิมพ์ที่ขายพื้นที่สื่อจนรู้สึกว่าดูไปก็ไม่ได้อะไร ประกอบกับคนเริ่มหันมาสนใจข่าวสารทางออนไลน์มากขึ้นและสื่อสิ่งพิมพ์ใหญ่ๆ ยังปรับตัวไม่ทัน ทำให้บล็อกเกอร์กลายเป็นหัวหอกแกนนำในการนำเสนอสินค้าที่ลูกค้าต้องการ

เพราะคนเบื่อโฆษณา เลยมองหาการรีวิวที่บอกเล่าประสบการณ์ใช้งานจริง

ยุคเสื่อมความนิยมของบล็อกเกอร์ เพราะทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือบิ้วตี้บล็อกเกอร์ ถ้ายังจำกันได้มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่สายบิ้วตี้เฟื่องฟูกันมาก จนเกิดบิ้วตี้บล็อกเกอร์หน้าใหม่มากมาย และก็รับรีวิวสารพัด ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่การทำรีวิวแต่เป็นการโฆษณาโดยไม่ได้ใช้งานจริง เพียงแค่ถือสินค้าถ่ายรูปพร้อมกับบอกคุณสมบัติ จนทำให้ความน่าเชื่อถือถดถอยและหายไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาประมาณ 1-2 ปีเท่านั้น

ขออภัยหากทำให้บางท่านไม่พอใจในการหยิบยกตัวอย่างนี้ แต่ผมคิดว่าเป็น Case Study ที่ชัดเจนที่สุดแล้ว ซึ่งผมเองก็เคยอยู่ในแวดวงความงามมาก่อนเหมือนกัน
การรีวิว การอวย การโฆษณา และอคติ มุมมองที่โต้แย้งกันไม่รู้จบ 2

หากอ้างอิงตามการคาดการณ์แวดวงบิ้วตี้แล้ว ในมุมของอุตสาหกรรมการผลิตก็เคย forecast ไว้อยู่แล้วว่าสายนี้จะเฟื่องฟูไม่เกิน 10 ปี คือช่วงประมาณ 2550-2560 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่เหมือนตัวเร่งให้สายบิ้วตี้มาไวไปไว

การโฆษณาเสื่อมความนิยมเพราะการมาของนักรีวิว และนักรีวิวก็เสื่อมความนิยมเพราะการทำโฆษณาเอง

คล้ายกันกับสายเทคโนโลยี เมื่อเริ่มหมดยุคของสื่อสิ่งพิมพ์ ทุกคนก็แห่ขึ้นมาทำออนไลน์ หลายคนก็ยังปรับตัวไม่ได้และหลายคนก็ยังใช้วิธีคิดแบบยุคสื่อสิ่งพิมพ์ที่ตีความว่า “สื่อต้องซื้อได้” ทำให้บล็อกเกอร์หลายคนก็เริ่มปรับตัวให้กลายเป็นสื่อที่ซื้อได้ ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำเป็นอาชีพจริงจังแค่ไหน ถ้าว่าง่ายๆ ก็คือใครที่ทำรีวิวเป็นอาชีพหลักอาชีพเดียวก็จำเป็นต้องปรับตัวให้ทุกอย่างสร้างรายได้ บางคนที่มีอาชีพอื่นก็อาจจะปรับตามที่คิดว่าเหมาะสม หรือบางคนไม่ชอบรูปแบบนี้ก็ลาออกจากวงการนักรีวิวมืออาชีพไปเลยก็มี

บางครั้งแบรนด์และคนดูก็เป็นปัจจัยที่ทำให้นักรีวิวเสียตัวตน

ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากยุคเฟื่องฟูของบล็อกเกอร์และนักรีวิว ทำให้รูปแบบธุรกิจและฐานคนดูก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างในยุคแรกนั้นการว่าจ้างรีวิวคือการสนับสนุน อาจจะตอบแทนด้วยเงินหรือสิ่งของ เพื่อให้มีผลงานที่ดีขึ้นพร้อมกับคนรู้จักสินค้ามากขึ้น โดยที่นักรีวิวยังคงทำงานในสไตล์ของตัวเอง

Business still life concept

แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตและอุปกรณ์การเข้าถึงสื่อออนไลน์มีราคาถูกลง ฐานคนดูเริ่มเปลี่ยนลงไปยังฐานพีระมิดมากขึ้น ทำให้สายโกยยอดวิวมุ่งหน้าลงไปเก็บยอดจากคนดูกลุ่มนี้ซึ่งมีสัดส่วนปริมาณมาก ซึ่งฐานกลุ่มนี้ต้องการความตื่นเต้นและความถูกใจ มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่ดูวิชาการน่าเบื่อ

จึงเกิดการรีวิวแบบนั่งเทียนมโนแต่ยอดวิวถล่มทลาย เพราะดูน่าตื่นเต้นและยังไม่มีสื่อไหนพูดถึง (เพราะมันไม่มีจริง มันคือเรื่องแต่ง ) รวมถึงการรีวิวที่สร้างความสบายใจให้ฐานคนดู เช่นการอวยพูดแต่ข้อดี รวมถึงการเล่นกับความคิดของคนกลุ่มนี้ ทำนองว่าของราคาถูกแต่ดีกว่าของราคาสูง ใครซื้อของราคาสูงคือคนโง่ และยอดวิวก็ถล่มทลายเช่นกัน กลายเป็นคนดังแบบง่ายๆ ในระดับแมสกว่าคนที่ศึกษาหาข้อมูลมาอย่างจริงจังซะอีก จึงเริ่มเป็น Role Model ให้บางคนทำตามเพราะรู้สึกว่ามันง่ายและได้ยอดดีกว่า

นอกจากฐานผู้ชมที่เปลี่ยนไปแล้ว คนจ่ายก็มองว่าสื่อออนไลน์ต้องซื้อและสั่งได้เหมือนอาหารตามสั่ง จึงเป็นตัวเร่งให้นักรีวิวเสียตัวตนและความน่าเชื่อถือ

น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า… ถ้ามองในภาพรวมจะมีอยู่ 3 ตัวแปรหลักๆ คือ

  • แบรนด์/ร้านค้า/เอเจนซี่
  • สื่อ/บล็อกเกอร์/นักรีวิว
  • ผู้ชม/ลูกค้า

ซึ่ง 3 ตัวแปรนี้ต้องสอดคล้องกัน เมื่อมีตัวแปรไหนเปลี่ยนแปลงไปก็จะกระทบกับตัวแปรอื่นเสมอ

การรีวิว การอวย การโฆษณา และอคติ มุมมองที่โต้แย้งกันไม่รู้จบ 3

ในยุคหลังที่การแข่งขันสูงขึ้น แบรนด์และเอเจนซี่เริ่มมองว่าการสนับสนุนสื่อคือการลงทุน ดังนั้นต้องทำให้คุ้มค่าการลงทุนที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ก็มองกันที่ตัวเลขเพราะประเมินผลวัดค่าง่าย โดยไม่มองถึงการสร้าง Value ซึ่งยั่งยืนกว่าแต่วัดผลยาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งสร้างยอดวิวมากกว่าการสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า

การรับเงิน กับการอวยและอคติ ที่คนยังแยกกันไม่ออก

หลายคนมักจับโยงการว่าจ้างกับการอวยและอคติเข้าด้วยกัน ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง เพราะคนจะอวยหรืออคติ ถึงไม่มีเงินมาเกี่ยวเค้าก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว และคนที่รับเงินมาในลักษณะของการสนับสนุนโดยยังรักษาแนวทางของตัวเองก็มี ดังนั้นปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง

การรีวิว การอวย การโฆษณา และอคติ มุมมองที่โต้แย้งกันไม่รู้จบ 4

แต่ก็ต้องบอกว่าการว่าจ้างเพื่อให้อวยหรือเพื่อให้โจมตีคู่แข่งก็มีอยู่จริง แต่คนมักไม่รับงานประเภทนี้เพราะไม่คุ้มกับชื่อเสียงที่จะเสียหาย …ได้ไม่คุ้มเสีย

การแตกแขนงของนักรีวิว

ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนไป รวมถึงทุกคนต้องกินต้องใช้ ใครที่ทำรีวิวเป็นอาชีพก็ต้องมีรายได้เลี้ยงปากท้อง ก็ทำให้มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของทุกฝ่าย ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้วนักรีวิวในไทยได้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับต่างชาติ …แต่หลายคนก็เข้าใจผิดว่านักรีวิวต่างชาติไม่เอาผลตอบแทนและสังเคราห์แสงแทนอาหารได้ ซึ่งที่จริงแล้วต่างชาติเค้าได้เงินเยอะกว่าไทยด้วยซ้ำ

การรีวิว การอวย การโฆษณา และอคติ มุมมองที่โต้แย้งกันไม่รู้จบ 5

แต่ละสำนักก็มีเกณฑ์การแบ่งประเภทที่ต่างกัน อย่างบางทีก็แยกระหว่าง Media กับ Reviewer โดยมองว่าเว็บต่างๆ ไม่ใช่สื่อ ถ้าสื่อต้องมีการขึ้นตรงกับสำนักสื่อจริงๆ จังๆ หรืออย่างบางทีก็แยกย่อยไปอีกว่า Media, YouTuber, Influencer ฯลฯ แต่ผมจะขอแบ่งสายของนักรีวิวอย่างง่ายๆ จะได้ตามนี้

นักรีวิวสายโฆษณา

สายนี้จะเรียกอีกอย่างว่า “สายอวย” แต่ที่สายนี้อยู่ได้เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด แบรนด์ก็ชอบเพราะพูดแต่ข้อดี คนดูส่วนหนึ่งก็ชอบเพราะอ่านแล้วสบายใจ รู้สึกว่าแบรนด์ที่ตัวเองรัก สินค้าที่ตัวเองซื้อมันดีจริงๆ คิดไม่ผิดเลยที่ซื้อ เรียกได้ว่าเป็นสื่อที่เกิดมาเพื่อขายพื้นที่ให้แบรนด์ และไม่ค่อยโดนคนด่าเพราะทุกคนรู้ว่าเกิดมาเพื่อขายของ ที่ทำหน้าที่เชียร์ขายสินค้าอารมณ์คล้ายๆ กับที่เราดู TV Direct ก็รู้ว่ามันคือโฆษณาเลยไม่ว่าอะไร ถ้าเป็นนักรีวิวที่สำนักใหญ่ทีมเยอะ เค้ามักเรียกรูปแบบนี้ว่า “รับจ้างทำการตลาด” จะไม่เรียกว่าเป็นการรีวิว

การรีวิว การอวย การโฆษณา และอคติ มุมมองที่โต้แย้งกันไม่รู้จบ 6

สายนี้มีโอกาสได้เงินเยอะที่สุด ทั้งจากการว่าจ้าง Advertorial จากค่าโฆษณา Adsense และค่านายหน้า Affiliate แต่ใช่ว่าจะไม่มีคู่แข่ง เพราะสิ่งที่สายนี้ทำคือการโฆษณา ดังนั้นคู่แข่งก็คือแบรนด์ที่มีงบโฆษณามหาศาลและหันมาทำรีวิวเอง

ถ้าจะเรียกให้ถูกก็ต้องบอกว่าสายนี้คือ “นักโฆษณา” ไม่ใช่นักรีวิว

นักรีวิวที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน

กลุ่มนี้จะมีความเป็นตัวตนสูง แสดงความเห็นและรีวิวอย่างที่ตัวเองคิด นั่นทำให้คนดูที่ชอบก็รักเลย คนที่ขัดใจก็เกลียดเลย เวลาทำรีวิวแล้วชมสินค้าก็อาจโดนด่าว่าอวย เวลาบ่นก็อาจโดนด่าว่าอคติ ถือว่าเป็นสายที่มีปัญหาบ่อยแต่เป็นสายที่สร้าง Value ให้กับแบรนด์ เพราะคำพูดน่าเชื่อถือว่าสายโฆษณา เวลาบอกว่าดีก็คือดีจริงตามความเห็นของนักรีวิว เปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ชม

Two young male bloggers with professional camera recording video interview at home

ถ้ามองในแง่รายได้แล้ว สายนี้จะเน้นเรื่อง Adsense เป็นหลัก และจะได้งาน Advertorial จากแบรนด์ที่เห็นคุณค่า หรือมั่นใจว่าสินค้าดีจริงจึงเข้ามาสนับสนุน เพราะไม่งั้นก็เหมือนเอาสินค้ามาให้สับออกอากาศ และตัวนักรีวิวเองก็มักปฏิเสธงานที่ไม่ตรงกับแนวทาง

นี่คือนักรีวิวที่บอกเล่าประสบการณ์เหมือนเป็นตัวแทนของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

นักรีวิวสายบันเทิง

สายนี้จะไม่เน้นในเชิง Fact แต่เน้นดูแล้วเพลิน สนุก เฮฮา น่าติดตาม เข้าถึงผู้คนได้เยอะ เน้นสร้าง Awareness มากกว่าจะสร้าง Value เหมาะกับการเป็นประตูบานแรกให้คนได้รู้จักสินค้า แต่ก็มีความเสี่ยงต่อแบรนด์สูงมาก เพราะอาจให้ข้อมูลสินค้าแบบคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง รวมถึงอาจเอาสินค้าไปเล่นเสียๆ หายๆ ทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีต่อสินค้า แต่ถึงกระนั้นคนก็ชอบดูเพราะเป็นเนื้อหาที่ย่อยง่าย

การรีวิว การอวย การโฆษณา และอคติ มุมมองที่โต้แย้งกันไม่รู้จบ 7

สายนี้โดดเด่นมากในการสร้างรายได้จาก Adsense เพราะเป็นการเปิดประเด็นชวนคุยสร้างความสนุกที่มากกว่าตัวสินค้า ทำให้ยอดวิวค่อนข้างเยอะ

เหมือนเอาคนที่เล่าเรื่องสนุกมา Tie-in สินค้า มากกว่าจะนำเสนอคุณสมบัติและประสบการณ์ใช้งานจริง

นักรีวิวสายโปรโมชั่น

คนอื่นอาจจะมองที่ตัวสินค้าเป็นจุดตั้งต้น แต่สายโปรโมชั่นจะมองหาราคาเป็นเกณฑ์ สายนี้เป็นที่ต้องการและมาแรงมากในปี 2020 เนื่องจากสินค้ามีหลากหลาย ร้านค้าก็มากมาย การแข่งขันสูง แต่ละเจ้าจัดโปรโมชั่นแข่งกันจนคนตามไม่ทัน เลยต้องการนักรีวิวสายโปรโมชั่นที่ช่วยเลือกสินค้าราคาดีมาแนะนำ

Best Price Offer Promotion Commerce Marketing Concept

รายได้หลักของสายนี้มาจาก Affiliate ดีตรงที่ว่าไม่ต้องง้อแบรนด์ ไม่ต้องเสียตัวตน ถ้าทำดีๆ ก็สามารถเปิดเว็บ ecommerce หาโปรโมชั่นเด็ด และสร้างรายได้ให้ตัวเองเดือนละแสนก็เห็นมาแล้ว แต่สายนี้ก็ความเสี่ยงสูงเพราะค่า Affiliate เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นสายที่เหนื่อยในการหาดีลเด็ด แต่ถ้าทำถึงจุดแล้วก็จะได้งาน Advertorial ด้วย ถือว่าเป็นสายที่รายได้ดีและต้นทุนต่ำกว่าสายอื่น

เหมือนจะง่ายแต่เป็นสายที่ยาก หากจะทำให้มีรายได้ ต้องมีความรอบรู้ด้านโปรโมชั่นและรู้ว่าสินค้าอะไรที่น่าใช้

นักรีวิวที่ใครก็เป็นได้ แต่ไม่ง่ายหากจะทำเป็นอาชีพ

ด้วยปัจจัยทั้งหลายที่ร่ายมาที่ฟังดูยุ่งยากแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเงื่อนไขอาชีพเท่านั้น แม้ว่าทุกวันนี้เราจะมีมือถือกล้องดีๆ ไว้ถ่ายรูปถ่ายคลิป แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำแล้วรอด และผมมองว่าอาชีพนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในแง่การตลาดอีกนาน เพราะคนไม่เชื่อโฆษณา คนอยากรู้มากกว่านั้น และคงจะฟันธงไม่ได้ว่าสายไหนจะยั่งยืนที่สุด แต่ถ้ามี Passion ก็ลงมือทำเลยครับ ไม่ต้องคิดเยอะ

ติดตามการรีวิว ชี้เป้า เล่าเรื่อง เพิ่มเติมได้ที่
Facebook | Twitter | Instagram | YouTube

Subscribe
Notify of
0 ความเห็น
Inline Feedbacks
View all comments
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x
เปรียบเทียบรายการ
  • ทั้งหมด (0)
เปรียบเทียบ
0