ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่

ปัญหาและขีดจำกัดของมือถือยุคนี้คือแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนเสียเวลาชาร์จนาน ทำให้เทคโนโลยีชาร์จเร็วกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ ซึ่งมือถือแต่ละค่ายก็มีมาตรฐานชาร์จเร็วของตัวเอง พอทำของตัวเองก็เลยเริ่มเยอะ เริ่มสับสน ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าการชาร์จเร็วมีแบบไหนบ้าง รวมถึงแนวทางการป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมด้วย

ข้อมูลเรียบเรียงในเดือนกรกฎาคม ปี 2018 ซึ่งในปัจจุบันระบบชาร์จเร็วหลายๆ เจ้ามีตัวที่ใหม่กว่าและเร็วกว่าออกมาแล้ว

Highlight

  • มีหลายแบรนด์ทำระบบชาร์จเร็วออกมาใช้ แต่ USB-PD คือมาตรฐานกลางที่ได้รับการรับรองโดย USB Implementers Forum เองเลย
  • ค่ายที่รองรับมาตรฐาน USB-PD เช่น Qualcomm, Apple, MediaTek, Google, Apple เป็นต้น
  • การทดสอบจาก Hometop สรุปว่า Huawei ชาร์จได้เร็วที่สุด และทุกค่ายจะร้อนในช่วงแรกที่ชาร์จก่อนจะลดความร้อนลงมา ในกรณีที่ชาร์จพร้อมกับใช้งานมือถือแต่ละค่ายจะมีระยะเวลาชาร์จใกล้เคียงกัน ยกเว้น Samsung ที่ชาร์จช้ากว่าค่ายอื่นราว 2 เท่าแต่ก็ร้อนน้อยกว่าเช่นกัน
  • การถนอมแบตเตอรี่เพื่อป้องกันแบตเสื่อม
    • ไม่ควรชาร์จพร้อมกับใช้งาน
    • ไม่ควรเสียบชาร์จข้ามคืน
    • ควรชาร์จในช่วง 60-80%
  • Qnovo เป็นเทคโนโลยีป้องกันแบตเตอรี่เสื่อม ซึ่งมีใน Sony และได้รับการยอมรับจนล่าสุด Intel และ Qualcomm Snapdragon ก็ร่วมวงด้วย

มาตรฐานชาร์จไวในปัจจุบัน

Huawei SuperCharge เป็นเทคโนโลยีชาร์จเร็วจาก Huawei เพื่อใช้กับมือถือของตัวเอง โดยใช้ Super Charge Protocal (SCP) ในการสื่อสารกับอแดปเตอร์โดยตรง ซึ่ง Huawei เคลมว่าปลอดภัยกว่า และสร้างความร้อนน้อยกว่า ล่าสุดได้จับมือกับสถาบัน TÜV Rheinland จากเยอรมันเพื่อมาตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยให้เทคโนโลยีนี้ด้วย

  • ชาร์จเร็วสูงสุด 5V, 4.5A 
  • ต้องใช้ร่วมกับหัวชาร์จและสายชาร์จที่รองรับเท่านั้น
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 3
สายชาร์จสำหรับ Huawei SuperCharge

Qualcomm Quick Charge เทคโนโลยีชาร์จเร็วจาก Qualcomm ที่ใช้เทคนิคปรับแรงดันไฟฟ้า ปัจจุบันมีมาถึงเวอร์ชั่นที่ 4 แล้ว แต่มือถือในตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นเวอร์ชั่น 3

  • QC3.0 ปรับแรงดันไฟฟ้าตั้งแต่ 3.6V-20V
  • QC2.0 5V/1.6A, 9V/1.6A, 12V/1.2A
  • Backward Compatible รุ่นใหม่สามารถใช้งานร่วมกับรุ่นเก่าได้
  • ใช้หัวชาร์จที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แต่ใช้สายชาร์จอะไรก็ได้ที่ส่งข้อมูลได้
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 5

Motorola Turbo Charge เทคโนโลยีชาร์จเร็วสำหรับมือถือของ Motorola ที่พัฒนามาจาก Qualcomm Quick Charge 2.0

  • ใช้ร่วมกับ Qualcomm Quick Charge 2.0 ได้
  • ใช้หัวชาร์จที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แต่ใช้สายชาร์จอะไรก็ได้ที่ส่งข้อมูลได้
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 7

MediaTek Pump Express เทคโนโลยีชาร์จเร็วสำหรับมือถือที่ใช้ชิป MediaTek โดยปัจจุบันมาถึงรุ่นที่ 4 แต่ในท้องตลาดยังนิยมใช้ Pump Express+ 2.0

  • Pump Express 4.0 ใช้สาย USB-C ชาร์จได้สูงสุด 5A
  • Pump Express 3.0 ใช้เทคโนโลยี USB-PD
  • มือถือบางรุ่นสามารถใช้ร่วมกับที่ชาร์จ Qualcomm Quick Charge 2.0/3.0 ได้
  • ใช้หัวชาร์จที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ แต่ใช้สายชาร์จอะไรก็ได้ที่ส่งข้อมูลได้
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 9

VOOC Flash Charge เทคโนโลยีชาร์จเร็วจาก Oppo ที่ใช้การปรับกระแสไฟ

  • ชาร์จเร็วสูงสุด 5V/4A
  • ต้องใช้ร่วมกับหัวชาร์จและสายชาร์จที่รองรับเท่านั้น
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 11

DASH Charge เทคโนโลยีชาร์จเร็วของ OnePlus ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ VOOC Flash Charge

  • ชาร์จเร็วสูงสุด 5V/4A
  • ใช้ร่วมกับ VOOC Flash Charge ได้
  • ต้องใช้ร่วมกับหัวชาร์จและสายชาร์จที่รองรับ
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 13

Samsung Adaptive Fast Charge เทคโนโลยีชาร์จเร็วของ Samsung โดยมีพื้นฐานจาก Qualcomm Quick Charge 2.0

  • ใช้ร่วมกับ Qualcomm Quick Charge ได้
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 15

Apple Fast Charge ใช้เทคโนโลยีเดียวกับ USB-PD

  •  ใช้ร่วมกับ USB-PD ได้
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 17

มาตรฐาน USB-PD ที่ได้รับการยอมรับที่สุด

USB-Power Delivery หรือ USB-PD เป็นมาตรฐานการชาร์จไฟด้วย USB-C โดยมีความสามารถรองรับอุปกรณ์ได้หลากหลายตั้งแต่อุปกรณ์พกพายันอุปกรณ์ใหญ่ๆ อย่างโน๊ตบุ้คและหน้าจอมอนิเตอร์ โดยที่ระบบจะปรับไฟให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นมาตรฐานฟรีต่างจากมาตรฐานอื่นๆ ที่ต้องเสียค่า License หมายถึงทุกคนสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

  • ชาร์จเร็วสูงสุดถึง 100W แต่การใช้จริงอาจไม่ถึง 100W ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งของผู้ผลิตแต่ละราย และประสิทธิภาพของหัวชาร์จ
  • ไม่จำกัดทิศทางการชาร์จไฟ หมายความว่าสามารถนำสมาร์ทโฟนเสียบชาร์จสมาร์ทโฟนอีกเครื่องผ่านเทคโนโลยี USB-PD ได้เลย
  • นอกจากจะชาร์จเร็วแล้ว ยังรองรับอุปกรณ์ที่ต้องการไฟน้อยๆ อย่างเช่นหูฟังอีกด้วย
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 19

ความเร็วในการชาร์จของมาตรฐานแต่ละแบบ 

ความเร็วในการชาร์จมือถือรุ่นต่างๆ ที่ทดสอบโดยเว็บ Hometop ได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • Huawei Super Charge : Honor 10 : 3,400 mAh : 22.5W
  • Dash Charge : OnePlus 6 : 3,300 mAh : 20W
  • Samsung Adaptive Fast Charge : Samsung Galaxy S9+ : 3,500 mAh : 18W
  • Turbo Charge : Moto Z2 Force : 2,730 mAh : 15W
  • Qualcomm Quick Charge 3.0 : LG G7 ThinQ : 3,000 mAh : 18W
  • Pump Express 3.0 : Ulephone T1: 3,680 mAh : 18W
  • USB-PD : Google Pixel 2 XL : 3,520 mAh : 10.4W
  • Apple Fast Charge : iPhone X : 2,716 mAh : 29W

ผลทดสอบ

ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 21
เวลาที่ใช้ในการชาร์จ 0-100% (ยิ่งน้อยยิ่งเร็ว)
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 23
ปริมาณไฟที่ชาร์จเข้าต่อนาที mAh/min (ยิ่งมากยิ่งเยอะ)

จากผลการทดสอบ ชัดเจนว่า Huawei SuperCharge และ Dash Charge ครองที่หนึ่งและที่สองทั้งในแง่ความเร็วและปริมาณการจ่ายไฟ ส่วนที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี USB-PD ซึ่งเป็นมาตรฐานเปิดและ Apple Fast Charge ที่ใช้เทคโนโลยี USB-PD เช่นกันกลับชาร์จช้ากว่าใครเพื่อน โดยเฉพาะ Apple ที่มีความจุแบตเตอรี่น้อยที่สุดและที่ชาร์จมีกำลังไฟเยอะที่สุดแต่กลับได้อันดับสุดท้าย

และถัดมาที่เราอยากให้ชมคือผลจากเว็บไซต์ XDA โดยทดสอบกับมือถือดังต่อไปนี้

  • Huawei SuperCharge : Huawei Mate 9 : 4,000 mAh
  • Dash Charge : OnePlus 3 : 3,000 mAh
  • Adaptive Fast Charge : Samsung Galaxy S8+ : 3,500 mAh
  • Qualcomm Quick Charge 3.0 : LG V20 : 3,200 mAh
  • USB-PD : Google Pixel XL : 3,450 mAh
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 25
เวลาที่ใช้ในการชาร์จ
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 27
เวลาในการชาร์จ (ปรับค่าเนื่องจากความต่างของความจุแบตเตอรี่แล้ว)

ด้านความเร็วในการชาร์จ ผลลัพธ์มีการพลิกโผนิดหน่อยตรง Qualcomm กับ Samsung นอกนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 29
อุณหภูมิระหว่างชาร์จ

นอกจากความเร็วในการชาร์จแล้ว ทาง XDA ยังมีการวัดอุณหภูมิในการชาร์จด้วย โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิแบตเตอรี่ที่ส่งมาจากระบบเลย เนื่องจากทาง XDA ไม่สามารถทำให้อุณหภูมิเครื่องตอนเริ่มต้นชาร์จเท่ากันทุกเครื่องได้ จึงมาพิจารณาที่อุณหภูมิที่เปลี่ยนไปแทน ซึ่งค่าที่ได้ก็ค่อนข้างน่าสนใจ 

  • Samsung Adaptive Fast Charge มีอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปน้อยที่สุด เมื่อดูกราฟความร้อนจะเห็นว่าอุณหภูมิค่อยๆ เพิ่มอย่างช้าๆ จนเกือบจะใกล้เต็มถึงเริ่มลดอุณหภูมิ เมื่อชาร์จเสร็จเครื่องจะร้อนกว่าตอนเริ่มชาร์จ
  • Qualcomm Quick Charge มีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับของ Samsung (เพราะมีพื้นฐานเทคโนโลยีเหมือนกันด้วย)
  • USB-PD สังเกตว่าความต่างของอุณหภูมิระหว่างเริ่มชาร์จจนถึงอุณหภูมิสูงสุดนั้นมากกว่ามาตรฐานชาร์จอื่นๆ เลย (ประมาณ 10 องศาได้) หลังจากชาร์จไปประมาณ 25 นาทีความร้อนก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ช่วงประมาณนาทีที่ 40 อุณหภูมิเครื่องก็เริ่มร้อนน้อยกว่าตอนเริ่มชาร์จ
  • Dash Charge อุณหภูมิเพิ่มจนถึงจุดสูงสุดช่วง 30 นาทีแรก ก่อนที่อุณหภูมิจะลดลงจนเย็นกว่าตอนเริ่มชาร์จ
  • Huawei SuperCharge พฤติกรรมคล้ายๆ Dash Charge แต่อุณหภูมิลดลงน้อยกว่า Dash Charge
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 31
เวลาที่ใช้ในการชาร์จขณะใช้งานไปด้วย
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 33
เวลาที่ใช้ในการชาร์จขณะใช้งานไปด้วย (ปรับค่าเนื่องจากความต่างของความจุแบตเตอรี่แล้ว)

หลายคนเลือกที่จะชาร์จไฟระหว่างใช้งานมือถือไปด้วย ซึ่งทาง XDA เองก็ได้ทดสอบด้านนี้มาเช่นกัน และผลที่ได้มีที่น่าสนใจอยู่ 2 จุดคือ

  • USB-PD ใช้เวลาเท่าเดิมเป๊ะ
  • Dash Charge ใช้เวลามากกว่าเดิมแค่ 1 นาทีเท่านั้น
  • มาตรฐานอื่นๆ ใช้เวลาเพิ่มมาประมาณ 12 นาที
  • Samsung Adaptive Fast Charge ใช้เวลามากกว่าเดิมเกือบ 1 ชั่วโมง!
ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 35
อุณหภูมิระหว่างชาร์จขณะใช้งานไปด้วย

เมื่อพิจารณาที่อุณหภูมิ จะเห็นว่าทุกยี่ห้อมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น โดยมี Samsung Adaptive Fast Charge ที่อุณหภูมิเปลี่ยนค่อนข้างน้อย

ความร้อนและปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม

อุณหภูมิเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม การชาร์จที่ดีไม่ควรทำตอนเครื่องร้อน รวมถึงการชาร์จก็ไม่ควรสร้างความร้อนที่มากเกินไป เมื่อประกอบกับข้อมูลจากกราฟข้างต้นจึงบอกได้ว่าไม่ควรใช้งานระหว่างชาร์จ เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ให้เสื่อมช้าลง

และการใช้เทคโนโลยีชาร์จเร็วส่วนใหญ่มักจะเร่งความเร็วในการชาร์จเพียงช่วงแรกเท่านั้น เพื่อป้องกันความร้อนที่สูงเกินไป ซึ่งเป็นวิธีป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วเช่นกัน และทาง Apple ก็ใช้วิธีชาร์จแบตเตอรี่ถึงแค่ 90% ในกรณีที่เครื่องมีความร้อนสูง เพื่อป้องกันแบตเตอรี่เสื่อม

วิธีชาร์จแบตเตอรี่เพื่อลดโอกาสแบตเตอรี่เสื่อม

  1. อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเหลือ 0% มีความเชื่อผิดๆ ว่าต้องใช้แบตให้หมดเกลี้ยงก่อนค่อยชาร์จไฟ ซึ่งเกิดมาจากแบตเตอรี่สมัยก่อนที่เป็น Lead Acid Cell ในยุคนั้นการชาร์จบ่อยๆ จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว แต่แบตเตอรี่ในยุคนี้เป็น Lithium ที่ออกแบบมาให้ชาร์จเมื่อไรก็ได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเหลือ 0% เพราะจะทำให้ความดันไฟฟ้าต่ำเกิน และอาจทำให้คุณสมบัติทางเคมีของแบตเตอรี่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ อย่างไรก็ตาม มีผลการวิจัยบางแหล่งกล่าวว่าควรจะปล่อยให้แบตหมดเดือนละครั้งเพื่อเคลียร์ Digital memory ของแบตเตอรี่
  2. ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่ต่ำกว่า 60% และควรชาร์จไฟในช่วง 30-80% เพราะการใช้งานในช่วงนี้จะทำให้แบตเตอรี่มีแรงดันไฟฟ้าอยู่ในช่วงที่เหมาะสมที่สุด เมื่อนำเงื่อนไขทั้งคู่มารวมกันก็สรุปได้ว่าเราควรชาร์จแบตเตอรี่ในช่วง 60-80%
  3. ไม่ควรเสียบชาร์จข้ามคืน แม้ว่ามือถือยุคนี้จะมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็ม แต่ในทางปฏิบัติแล้วเมื่อชาร์จเต็มและทำการหยุดจ่ายไฟ สักพักพอแบตเตอรี่ลดก็จะทำการชาร์จใหม่ วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเหตุผลที่ระบบไม่ชาร์จไฟให้เต็ม 100% ตลอดเวลา ซึ่งทำให้แบตเตอรี่เกิดความเครียด และสูญเสียคุณสมบัติทางเคมี เป็นผลให้แบตเตอรี่เสื่อม
  4. ไม่ใช้งานโทรศัพท์ระหว่างชาร์จ เพราะการใช้งานโทรศัพท์ระหว่างชาร์จ จะทำให้แบตเตอรี่ลดลงในขณะที่มีการชาร์จไฟเข้า อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ mini cycle คือแบตเตอรี่บางส่วนถูกใช้งานหนักกว่าส่วนอื่นๆ ทางที่ดีที่สุดควรปิดเครื่องแล้วชาร์จ (บางรุ่นจะเปิดเองเมื่อชาร์จด้วยเหตุผลด้าน Security เช่น เครื่องถูกขโมยแล้วนำไปชาร์จ จะได้โทรเข้าหรือติดตามพิกัดได้)
  5. รักษาอุณหภูมิในการใช้งานและชาร์จไฟให้อยู่ในช่วง 25 – 30 องศาเซลเซียส ซึ่งในจุดนี้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับระบบชาร์จเร็ว ที่มักทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงกว่าปกติ

ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะทำตามวิธีด้านบนทั้ง 5 หัวข้อตลอดเวลานั้นเป็นไปได้ยาก และอาจจะสร้างความเครียดให้ผู้ใช้งานแทน จึงขอให้พิจารณาและปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละคน

Qnovo เทคโนโลยีป้องกันแบตเตอรี่เสื่อม

ผู้ผลิตส่วนใหญ่เน้นพุ่งเป้าไปที่การทำอย่างไรเพื่อเพิ่มความเร็วในการชาร์จอย่างปลอดภัย แต่แทบไม่มีใครที่ให้ความสำคัญกับอายุของแบตเตอรี่เลย ยกเว้น Qnovo ที่เน้นการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีในการยืดอายุแบตเตอรี่ โดยสถิติแบตเตอรี่ที่เสื่อมเร็วที่สุดที่ Qnovo เคยเปิดเผยคือ Samsung Galaxy Note 4 ที่แบตเตอรี่เสื่อมด้วยอายุการใช้งานเพียงแค่ 10 เดือนเท่านั้น

ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 37

หลังจากมีข้อมูลชุดนี้ออกมาช่วงปี 2016 ทำให้ทาง Sony ได้ร่วมมือกับ Qnovo ในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการจัดการระบบชาร์จไฟ พร้อมกับพัฒนาระบบ Sony Battery Care ที่ช่วยแก้ปัญหาการชาร์จข้ามคืนตามที่เกริ่นไว้ในหัวข้อก่อนหน้านี้ ด้วยการชาร์จค้างไว้ที่ 90% และจะชาร์จให้เต็ม 100% เมื่อเราตื่นนอน ส่งผลให้ในภาพรวมแล้วมือถือของ Sony มีแบตเตอรี่ที่เสื่อมช้ากว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ Qnovo ยังสร้างผลลัพธ์ที่น่าประทับใจจนทำให้ Qualcomm และ Intel หันมาสนใจ

ทำความรู้จักมาตรฐานชาร์จเร็วบนมือถือปี 2018 และวิธีถนอมแบตเตอรี่ 39

ความเห็นเรื่องความปลอดภัยและแบตเสื่อมจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

ทาง Qualcomm ได้ใส่ข้อมูลไว้ในหน้าคำถามที่ถามบ่อยของตนเองในหัวข้อ “ระบบชาร์จเร็วทำร้ายแบตเตอรี่ไหม?” ว่าแบตเตอรี่จะถูกกำหนดมาตรฐานและขีดจำกัดต่างๆ มาจากผู้ผลิตแล้ว การใช้ระบบชาร์จเร็วทำให้การชาร์จไฟมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยสภาวะต่างๆ ของแบตเตอรี่และความปลอดภัยในการชาร์จยังอยู่ในขอบเขตที่ผู้ผลิตกำหนดไว้

สำหรับแบรนด์อื่นๆ ไม่มีการบอกในส่วนนี้เหมือน Qualcomm แต่ในหน้าอธิบายคุณสมบัติล้วนมีพูดถึงการควบคุมอุณหภูมิและกระแสไฟให้อยู่ในขอบเขตที่ถูกกำหนดไว้เพื่อความปลอดภัย